ฝีกใจให้ไม่เครียด

เริ่มต้นการฝึกใจ ด้วยการปล่อยวางความคิดให้โล่ง

สมองของมนุษย์เรานั้นสามารถคิดอะไรได้อยู่เรื่อยๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น บางคนก็อาจจะมีความคิดที่ค่อนข้างเอื่อยเฉื่อย บางคนที่รู้จักทำมาหากินหรือขยันจนผิดมนุษย์มนาก็อาจจะมีความคิดที่ฟุ้งซ่านง่ายกว่าคนที่ไม่ค่อยได้คิดอะไร มันมีข้อดีและข้อเสีย สำหรับคนที่ขี้เกียจไม่ค่อยรู้จักทำมาหากิน ไม่ค่อยทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ค่อยคิดอะไร เส้นสมองของเราก็อาจจะช้ากว่าคนอื่นเขา อาจจะเป็นคนขี้ลืมได้ง่ายหรือบางครั้งการรับรู้อาจจะทำความเข้าใจได้ยากกว่าของคนอื่นที่เขารู้จักมันคิด หมั่นฝึกสมองให้รู้จักคิดอะไรอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่ในทางกลับกันคนที่มีความคิดฟุ้งซ่านคิดอะไรบ่อยก็อาจจะเป็นคนที่จิตใจไม่ค่อยสงบสักเท่าไหร่ นั่งซักประเดี๋ยวใจก็ลอยไปถึงเรื่องไหนตอนไหนในหัวสมองไปหมด เป็นคนที่โมโหง่าย อารมณ์ฉุนเฉียวได้ง่าย อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาเลยสำหรับคนที่มีความคิดฟุ้งซ่านหรือชอบคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่บ่อยครั้ง บางทีใจก็ลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนบางครั้งก็อาจจะเป็นคนขี้หลงขี้ลืมได้เช่นเดียวกับคนที่ไม่ค่อยได้รู้จักใช้ความคิด

การจะฝึกใจให้รู้จักความสงบ ความว่าง ให้สภาพใจไม่ฟุ้งซ่าน ใจไม่ลอย ไม่รู้สึกหงุดหงิดเวลาที่เรานั่งพักอยู่เฉย รู้สึกว่างเบาสบายไปหมด สิ่งแรกเลยที่เราจะต้องทำก็คือเราจะต้องรู้จักความคิดของเราก่อนว่ามีสภาพพิสัยเป็นอย่างไร ชอบลอยไปเรื่องอื่นหรือไม่ หรือเป็นจิตใจที่รู้สึกหัวสมองอื้ออึงไปหมดอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเรารู้จักสภาพของความคิดของส่วนตัวเราเองแล้วก็เพียงแค่ “ปรับ” หากว่าจิตใจของเรามีความฟุ้งซ่านง่าย แนะนำให้พยายามหลีกเลี่ยงพวกสื่อบันเทิงข่าวสารต่างๆที่จะช่วยให้เราคิดมาก เปลี่ยนจากการเสพข่าวเหล่านี้มาเป็นเสพความรู้สึกที่ว่างเปล่าสบายด้วยกสรมองไปตามธรรมชาติ มองดูต้นไม้ แม่น้ำวิวเขา ทิวทัศน์ต่างๆ ช่วยให้สมองของเราไม่ฟุ้งซ่านไปมากกว่าเดิมไม่คิดอะไรเล็กๆน้อยๆไปมากกว่าเดิม

ความคิดคนเราอาจต่างกัน

แต่หากว่าการมองทิวทัศน์และยังทำให้ความคิดของเราคิดมากได้อีก อาจจำเป็นที่จะต้องพึ่งสิ่งที่ดีที่สุดนั่นก็คือหนังสือธรรมะหนังสือสวดมนต์สิ่งเหล่านี้เวลาเราอ่านแล้วเราจะรู้สึกเพลิน ไม่มีความเครียดมีความเป็นเรื่องราวชวนติดตามแต่ไม่ชวนให้เราคิดปวดหัวเหมือนกับนิยายหรือละครรักต่างๆ การที่เราเสพความรู้สึกในเนื้อหาตำราพุทธศาสนาจะช่วยให้เรารู้สึกมีจิตใจที่สงบลงอย่างแน่นอน เพราะคำสอนจากตำราพุทธศาสนาจะให้เรารู้จักปล่อยวาง มันเปรียบเสมือนการฝึกใจไปในตัวมันเองเลย เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาคนเราเครียดจนถึงขีดสุด มักจะมีอยู่สองสิ่งที่นิยมทำกัน นั่นก็คือ หนึ่ง ฆ่าตัวตาย และสอง ไปบวช สำหรับข้อแรกไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ แต่สำหรับข้อสองนั้นคงเพราะคนเหล่านี้เขาต้องการเข้ามาฝึกใจเรียนรู้พุทธศาสนาเพื่อปรับวิถีชีวิตให้มันสงบดีขึ้นนั่นเอง หลังจากที่เพิ่งเจอมรสุมชีวิตไม่ว่าจะเรื่องของปัญหาการงานหรือความรักหรือปัญหาอะไรก็ตามที่ทำให้คนเหล่านี้เขารู้สึกเครียดจนถึงขีดสุด ยาใจที่ดีก็คือการศึกษาในพุทธศาสนา

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เครียดอะไรขนาดนั้นเพียงแต่ต้องการเรียนรู้วิธีการฝึกใจเพื่อที่จะทำให้ชีวิตเรามีสมาธิ มีสติในการตัดสินใจเพิ่มมากขึ้น เราอาจจะไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นจะต้องมาศึกษาธรรมะบวชสักพรรษาหนึ่งหรือเป็นปี เพียงแค่เรารู้จักเรียนรู้ความคิดของตัวเอง หากว่ามันชอบไหลไปที่อื่นก็เพียงหยุดความคิดนั้นและระงับกลับมาที่จุดเริ่มต้นก็คือกลางใจของเรา แต่หากจิตใจของเราชอบสมองอื้อ สมองอึนๆเหมือนกับคนเอ๋อ เราต้องรู้จักคิดอะไรที่มันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคิดอะไรที่มันเบาสบาย แต่พอเราคิดสม่ำเสมอจนหัวสมองเริ่มไหลดีแล้ว หากว่ามันเริ่มลอยก็ให้กลับมาระงับหรือก็คือการฝึกใจให้รู้จักคิดและรู้จักหยุดความคิดนั่นเอง

เริ่มที่ใจ หยุดที่ใจ

ทุกอย่างที่มนุษย์เราจะเริ่มกระทำนั้น เริ่มมาจากความคิด หากเรารู้จักจัดการความคิดให้รู้จักคิดในสิ่งที่ดี และรู้จักหยุดความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านในเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ รับรองว่าการกระทำของเราก็จะดีตามมา ก็หมายความว่าชีวิตเรากำลังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจะไม่ได้ทางทรัพย์สินเงินทองแต่ก็ดีในเรื่องของสภาพจิตใจ จำไว้ว่าคนเราจะมีความสุขได้ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยเสมอไป ขอเพียงใจสุขก็โอเคแล้ว แค่นั้นเองจริงๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *