ความทุกข์ใจ

ความทุกข์ เกิดขึ้นง่าย ดับลงง่าย

ตราบที่เรายังมีลมหายใจอยู่และยังเลือกเดินอยู่ในเส้นทางโลก ไม่ใช่ศึกษาในทางธรรม แน่นอนว่าคนเราคงจะปฏิเสธเรื่องของความทุกข์ไปเสียไม่ได้เลย ทุกคนย่อมมีความทุกข์อยู่ในจิตใจเป็นระยะ จะเกิดขึ้นเป็นบางช่วง เช่น เวลาที่เราเดินผ่านหมาที่มีการขู่เพื่อที่จะกัด เราก็จะรู้สึกทุกข์ใจกังวลว่ามันจะกระโดดงับเราเข้าให้สักครั้งหรือไม่ หากเส้นทางนั้นเป็นเส้นทางที่เราจำเป็นที่จะต้องเดินผ่านในทุกๆวัน เราก็จะมีความรู้สึกทุกข์อยู่บ่อยครั้งในทุกๆครั้งที่เห็นหมาขู่ แต่พอเวลาผ่านไปความทุกข์ที่มันเกิดขึ้นก็จะค่อยค่อยเบาๆลงเรื่อยๆ จนไม่รู้สึกทุกข์จากหมาตัวนั้นอีกเลย เพราะอะไรน่ะหรอเพราะว่าเราเกิดความเคยชินความเข้าใจในตัวหมาแล้วว่ามันแค่ขู่มันไม่ได้กัด

เห็นไหมว่าความทุกข์เกิดขึ้นมาในจิตใจของเราเองเพียงแค่มีสิ่งรอบข้างเข้ามากระทบ และสุดท้ายมันก็จะดับไปในใจของเราเองเพียงเพราะเรามีความเข้าใจในความทุกข์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ถึงแม้มนุษย์เราจะมีความทุกข์อยู่ในหัวสมองอยู่เสมอ เราก็สามารถจัดการความทุกข์ไม่ให้มันเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราจนเกินไปได้ เพียงแค่เรารู้จุดเกิดของสิ่งที่เรารู้สึกทุกข์และดับมันลงด้วย ทัศนคติที่ถูกต้อง เราไม่จำเป็นที่จะต้องถึงขั้นออกบวชเพื่อหนีจากทรมานในความทุกข์ เพราะการบวชนั้นไม่ว่าจะเป็นการบวชพระ บวชเณร หรือบวชชี ก็ไม่สามารถหลีกหนีความทุกข์ไปได้ หากจิตใจของเรายังคิดไปเรื่อยและมีความกังวลอยู่ตลอดเวลา

วิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ไม่อยากมีความทุกข์มากๆในจิตใจ ก็คือการเลือกเสพข้อมูลที่มีแต่สิ่งดีๆ ให้เรารู้จักคิด การเลือกเข้าหาสังคมที่มีแต่บัณฑิตน่าคบหา ชวนกันไปทำแต่เรื่องราวที่ดีและมีประโยชน์ต่อสังคม สิ่งเหล่านี้จะช่วยเราหลีกเลี่ยงการมานั่งหมกมุ่นคิดเรื่องฟุ้งซ่านที่อาจจะเป็นต้นเหตุของความทุกข์ได้ เราเป็นคนดี เราเลือกสังคมดี จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีเรื่องราวที่เลวร้ายเข้ามาในชีวิตของเรา หากมีก็แปลว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี หรือสังคมที่เรากำลังอยู่นั้นไม่ใช่สังคมที่ดี แต่ก็อย่างว่า… มนุษย์เรา 100 พ่อ 1000 แม่ คนดีและคนไม่ดีย่อมปะปนกันไป ทำให้ยากที่จะหลีกหนีสังคมที่จะมีคนไม่ดีปนอยู่ด้วยไปได้

แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อลดความทุกข์ไปได้ล่ะ ?

ต้องขอใช้คำว่าลดความทุกข์แทนคำว่าหนีความทุกข์ เพราะอย่างที่บอกไป มนุษย์เราไม่อาจหลีกหนีความทุกข์ไปได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงค่อยๆลด ค่อยๆเรียนรู้มัน วิธีที่ดีก็คือเข้าหาสังคมดีๆ แต่เมื่อต้องเจอสังคมดีและไม่ดีปนกัน เราก็เพียงแค่ปรับทัศนคติให้เข้าใจว่าโลกนี้มีทั้งสิ่งดีและไม่ดี หากคนไม่ดีเข้ามาทักหา ไม่ใช่ว่าเราเดินหนีไปซะทีเดียว เราอาจจะค่อยๆรับฟังเขาแล้วก็รับแต่สิ่งที่ดีเข้ามาในใจ สิ่งไหนที่เค้าพูดจาไม่ดี กริยาท่าทางไม่น่าคบหา ก็ให้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ผ่านตาหรือผ่านหู เมื่อเข้ามาก็ให้มันผ่านไป อย่าได้เก็บเข้ามาในหัวใจเพื่อให้มันเป็นความทุกข์แก่เราเลย เพียงแค่นี้เราก็สามารถลดความทุกข์ได้แบบง่ายๆด้วยตัวเรา ไม่จำเป็นที่จะต้องไปหาหมอจิตแพทย์ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปกินยาแก้เครียดให้ร่างกายเสียสุขภาพ

นอกจากนี้ หากจิตใจของเราพัฒนาเพิ่มขึ้นให้รู้จักการวางใจในระดับที่เหมาะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราอาจจะชักชวนคนพาล คนที่สภาพจิตใจไม่ดี คนที่มีแต่ความเครียด ให้เขาเหล่านี้ได้รู้จักการวางสภาพใจที่ถูกต้อง เหมาะสม การปล่อยวาง การฝึกใจ เพื่อให้ลดความทุกข์ในใจได้ แน่นอนว่าถึงแม้เค้าจะเป็นคนที่เครียด มีทุกข์ในชีวิตเยอะ เราแนะนำสิ่งดีๆให้ก็อาจจะต้องเจอทั้งคนที่รับฟังและทำตามคำที่เราแนะนำ นอกจากนี้ก็ต้องเจอคนที่หัวรั้น นอกจากจะไม่ฟังคำแนะนำของเราที่หวังดีแล้ว อาจจะสวนกลับมาด้วยคำหยาบคาย ก็ปล่อยเขาไป อย่างน้อยเราได้แนะนำสิ่งดีและมีประโยชน์ให้กับคนเหล่านั้น หากเขานำไปปฏิบัติย่อมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และดีกับตัวเค้าเองแน่นอนว่าเราจะได้รับบุญกุศลในการช่วยเหลือคนให้มีจิตใจที่ดีขึ้น ยกระดับสภาพจิตใจที่สูงขึ้นไปด้วย แต่ก่อนที่เราจะไปสอนคนอื่นได้ เราก็ต้องทำด้วยตัวเราเองก่อนนะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *